02-03resized

ดนตรีและกีฬา คือความชอบส่วนตัวของ จักรพงษ์ เจริญสุข โดยแรกเริ่มเดิมที จักรพงษ์เปิดกิจการห้องซ้อมดนตรี จนประมาณปี 2553 ก็เริ่มรวบรวมเยาวชนเข้ามาเล่นดนตรีจริงจังที่ห้องซ้อม ซึ่งมีทั้งกีตาร์ เบส กลอง รวมถึงเล่นกีฬาควบคู่ไป

เยาวชนจะมารวมกลุ่มกันที่ห้องซ้อมดนตรีช่วงหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์ คนที่เล่นไม่เป็น ก็จะมีรุ่นพี่คอยสอน แต่ช่วงที่มากันเยอะ จักรพงษ์จะพาครูที่เป็นนักดนตรีมาสอนเป็นคอร์ส

จากเดิมที่เคยทำห้องซ้อมดนตรีเป็นธุรกิจ กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส โดยเริ่มผลักดันเยาวชนสู่เวทีประกวด พาไปออกงานต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นมืออาชีพ เริ่มจากงานวัด งานเทศบาล จนถึงไปเล่นดนตรีเปิดหมวกเพื่อหารายได้ให้วัดและโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เยาวชนกลุ่มนี้ก็อยู่ในวงดนตรีของโรงเรียนด้วย

“เด็กมาซ้อมกันอยู่ทุกอาทิตย์ ชุดนี้มีประมาณ 7-8 คน ถือว่าน้อยลงถ้าเทียบกับเมื่อก่อน เพราะตั้งแต่ที่โรงเรียนมีห้องซ้อม เด็กก็ไปที่โรงเรียน แต่ตรงนี้ก็ยังสนับสนุน” จักรพงษ์บอก

นอกจากนี้ เยาวชนบางคนที่ไม่ถนัดเรื่องดนตรี ทางจักรพงษ์ก็สนับสนุนเรื่องอาชีพ โดยสอนให้ขับรถแบ็คโฮ รถแทรกเตอร์ รถดั๊มพ์ รวมถึงงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหนัก ด้วยจักรพงษ์มีธุรกิจรับเหมาด้วย

โดยในส่วนของกลุ่มเครื่องยนต์กลไก ตอนนี้มีเยาวชนอยู่ 10 กว่าคน เข้ามาเรียนรู้ตามความสนใจ อาศัยเรียนรู้จากช่างในโรงงาน จากที่ไม่เป็นอะไรเลย ที่นี่ก็ติดอาวุธเป็นวิชาความรู้สายอาชีพ สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้

นอกจากนี้ในช่วงเวลาเย็น กลุ่มของจักรพงษ์จะมารวมตัวกันเล่นกีฬา ซึ่งตอนนี้มีเด็กๆ ในพื้นที่ตำบลประมาณ 20 กว่าคน มารวมตัวเล่นฟุตบอลช่วงหกโมงเย็นทุกวัน ที่สนามใกล้โรงเรียนบ้านคลองห้วยนา ซึ่งได้รับงบประมาณจากเทศบาลมาทำสนามพื้นยางให้ โดยมีการตั้งเป็นทีมเพื่อส่งแข่งขันในพื้นที่ใกล้เคียง แต่นั่นเป็นผลพลอยได้ ที่อยู่นอกเหนือจากการได้ออกกำลังกาย

“ที่บ้านยังมีกระสอบทราย นวมเอาไว้ ใครอยากชกมวยก็ชก แล้วยังมีจักรยาน ตอนนี้มีอยู่ 7 คัน ไว้ให้เด็กไปรวมกับกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรักจักรยานวังชมภู

ทุกวันนี้กลุ่มเยาวชนยามว่างสร้างอาชีพยังคงปลุกปั้น และติดอาวุธทางปัญญาให้เด็กรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่เด็กน้อยอายุ 5 ขวบที่สนใจตีกลอง ไปจนถึงเยาวชนวัย 25 ปี ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย งานนี้เรียกได้ว่าเด็กๆ ได้ทำสิ่งที่ชอบ ส่วนจักรพงษ์ก็ชอบสิ่งที่ทำ

“ที่ทำคือได้ใจ ได้ความรู้สึก ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นเด็กอายุ 15-16 ที่อยากเล่นดนตรีมาก แต่ไม่มีคนสนับสนุน ก็ดิ้นรนเอง” จักรพงษ์บอก “จากวันนั้นผมก็ตั้งปณิธาน ถ้ามีโอกาส จะสร้างโอกาสให้กับคนอื่น ถ้าเขาทำสำเร็จผมก็ดีใจ”

ทุกวันนี้เด็กรุ่นแรกๆ ที่มาซ้อมดนตรีได้เป็นนักดนตรีอาชีพ หลายคนไปเล่นตามร้านอาหาร บางคนไปเล่นกับวงใหญ่ๆ ส่วนกลุ่มเครื่องยนต์ ตอนนี้มีอยู่ 4-5 คนที่กลายเป็นช่างเต็มตัว

“ถ้าคิดดี อยากทำ รักในสิ่งที่ชอบ…จะจัดให้” จักรพงษ์ทิ้งท้าย…