DSC_0047

บริเวณบ้านของ จำเริญ คำสุข ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ที่คอยให้ร่มเงา บนทางเท้าประดับประดาด้วยไม้กระถาง มองไปทางใดเห็นแต่สีเขียวของใบ กับสีสดหลากสีที่แซมบางจุดของดวงตาให้รับรู้ถึงความสวยงาม ต้นไม้แต่ละต้นที่นี่มีชื่อ มีสรรพคุณทางยาเขียนกำกับไว้ คล้ายเป็นห้องสมุดสมุนไพรมีชีวิต

“ผมอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดของชุมชน เพราะผมต่อสู้เรื่องโลกร้อนมานานกว่า 14 ปี” จำเริญเอ่ยขึ้น เมื่อเริ่มสนทนาถึงป่าเล็กๆ ในบ้านของเขา

เดิมที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นป่าร่มรื่นเช่นนี้ แต่เพราะขณะนั้นจำเริญป่วย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเชียงใหม่นานถึง 8 วัน ใช้ค่ารักษาไป 130,000 บาท แพทย์บอกว่า มีเชื้อตัวหนึ่งเกาะอยู่ที่ผนังลำไส้ ให้ปรับอาหาร จำเริญเริ่มศึกษาเรื่องชีวจิต มีแก่นความว่าอาหารและอารมณ์คือยาชั้นดี จึงเริ่มปลูกต้นไผ่ไว้ 200 กว่าต้นเพื่อเป็นจุดทำสมาธิให้จิตนิ่ง มีความสุข สุขภาพจะได้ดีขึ้น รับประทานอาหารประเภทข้าวกล้อง และลงเรียนสปาเพื่อสุขภาพและความงามอยู่ 5 ปี ที่โรงพยาบาลแม่และเด็กเชียงใหม่ เพิ่งจบออกมาเมื่อปี 2557

“ผมหันมาศึกษาเรื่องการใช้ชีวิตกับทางสันติอโศก แต่ว่าแนวทางไม่เหมาะกับเราเท่าไรนัก เลยหันมาเดินตามแนวของท่านพุทธทาส โดยใช้หลัก ‘อย่าไปปรุงแต่งมัน’ ศึกษาเรื่อยมา จนตอนหลังลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษ ส่งไลน์มาเล่าให้ฟังว่าคนที่นั่นเขากินกันอย่างไร พอลูกเรียนจบกลับมา ไม่มีภาระแล้ว เลยเริ่มตั้งคำถามว่า สุดท้ายจะทำอะไรดี ก็มามุ่งที่เรื่องโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน อาจารย์ที่ไหนดีก็ไปฝากตัว จนมาเรียนจริงจังที่สถาบันการแพทย์แผนไทย โดยตั้งใจว่าจะนำความรู้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์” จำเริญเล่า

ในช่วงปี 2557 จำเริญตัดสินใจเปลี่ยนแปลงพื้นที่กว่า 10 ไร่ในบ้านอีกครั้ง จากเดิมที่ปลูกแต่ไผ่ ก็เริ่มถอนออกไปส่วนหนึ่ง เพื่อปลูกผักอินทรีย์สำหรับรับประทานและจำหน่าย ต่อมาเริ่มคิดว่า ในอนาคตเยาวชนคงไม่รู้จักสมุนไพรไทยอีกแล้ว ก็เลยหามาปลูก ติดป้ายบอกสรรพคุณ โดยใช้ตำราของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเครื่องมือนำทาง จนปัจจุบันมีพันธุ์พืชอยู่ในบ้านถึง 318 ชนิด

“ถ้าไม่เรียนมาก็คงไม่รู้จริงๆ ว่าพืชแต่ละชนิดมีประโยชน์อะไร อย่างมะรุมตอนปลูกก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นว่าสวยดี มาตอนหลังถึงรู้ว่าเป็นยา หรืออย่างต้นโพธิ์ขี้นกนี่ก็ขึ้นมาเอง ไม่รู้ว่ามีส่วนช่วยรักษามะเร็งได้ เคยฟันทิ้งไปแล้ว เผอิญว่ายังเหลือตออยู่ก็เลยขึ้นมาใหม่” จำเริญเล่าพลางชี้ไปที่ต้น

สมุนไพรในอุทยานแห่งนี้ แม้จะสามารถนำไปปรุงยาได้ และตัวเจ้าของบ้านเองก็มีความรู้ด้านนี้อยู่พอสมควร แต่ความมุ่งหวังของเขาคือ การนำสมุนไพรเหล่านี้ไปประกอบอาหารและใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะโรคภัยไข้เจ็บทุกวันนี้ ส่วนสำคัญมาจากอาหารการกิน ดังนั้นเมื่อมีผู้มาเยี่ยมชม จำเริญจึงสอนให้นำสมุนไพรเหล่านี้ไปประกอบอาหาร รวมไปถึงสอนการฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี

“อาหารสัมพันธ์กับร่างกายเราอย่างมาก เช่น กรุ๊ปเลือดนี้ควรกินอะไร ไม่ควรกินอะไร และเวลาคนมาขอคำแนะนำ ต้องเล่าให้เขาเข้าใจง่าย มีเทคนิค มีการเล่นคำ เช่น ตื่นเช้ากินอย่างเศรษฐี กลางวันกินพอดีๆ ตกเย็นกินอย่างยาจก ลดลงมาเรื่อยๆ ตอนเย็นขอแค่น้ำพริกปลา และมะเขือเผาสัก 3 ลูก แค่นี้ก็ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตกแล้ว”

ความมุ่งหวังของจำเริญคือการผลักดันให้เป็นมูลนิธิของตัวเอง ชื่อว่า ‘เมตตาธรรมคำสุข’ โดยนำเงินที่ได้จากการขายผักอินทรีย์ ซึ่งวันนี้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ส่งไปขายทั้งในตลาดบ้านแซม และตลาดลำพูนจตุจักร มาก่อตั้ง เพื่อช่วยเหลือคนทั่วไป

“ทุนตั้งต้นในการทำมูลนิธิของผมคือเงินบำนาญ ทำไปเรื่อยๆ แต่ต้องรีบทำเพราะผมถือว่าความตายมาเร็ว ทุกวันนี้มีคนมาหาเต็มไปหมด สองเดือนมานี้มี 300 กว่าคนได้ บางคนป่วยหนักจนหมอไม่รับ ก็มาหา เราให้คำแนะนำไป สอนเรื่องการกินควบคู่กับทำสมาธิ จนสุขภาพร่างกายดีขึ้น มีคนหนึ่งคางเหลืองแล้ว หมอบอกอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ผมคอยแนะนำ เตือนเรื่องความสุข เรื่องอาหาร เรื่องสมาธิ หลังจากนั้นเดือนกว่าเริ่มเดินได้ ส่วนเงินก็แล้วแต่ บริจาคตามศรัทธา ได้เท่าไรก็รวบรวมไว้สำหรับมูลนิธิ” จำเริญกล่าวส่งท้าย น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมด้วยปณิธานตั้งมั่น…