สานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่  “ดวงพร เฮงบุณยพันธ์” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส.บอกอยู่เสมอถึงบทบาทในการทำงาน ของแผนงานสุขภาวะชุมชน  คือ สสส.ไม่ได้มีบทบาทในการนำหน้าชุมชน แต่ต้องมีบทบาทืกระตุ้น จุดประกาย  ให้ท้องถิ่นดึงทุน พลัง มาสร้างศักยภาพในการทำงานในพื้นที่  จึงจำเป็นต้องถอยออกเพื่อให้ท้องถิ่นใช้ศักยภาพของตัวเองให้เต็มที่

เพื่อทบทวนการทำงานในช่วงที่ผ่านมา และมองถึงอนาคตของชุมชนไทยว่าจะเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ที่มีหัวใจการทำงาน อยู่ที่ชุมชนและการมีส่วนร่วมเป็นตัวตั้ง

มองย้อนทำงานเครือข่ายในปีที่ผ่านมา

หากมองย้อนการทำงานช่วงปี2่560พบว่า ข้อที่ 1 การทำงานของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ ที่มีมากถึง 2,000 กว่าแห่งมีความโดดเด่น เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่มีจุดเด่นในการจัดการตัวเอง ขณะที่สสส.เองไม่ได้มีบทบาทในการนำหน้าชุมชน แต่ต้องมีบทบาทืกระตุ้น จุดประกาย  ให้ท้องถิ่นดึงทุน พลัง มาสร้างศักยภาพในการทำงานในพื้นที่โดยสสส.เน้นเรื่องการดูแลสุขภาพองค์รวม สุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพจิต โดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งให้สามารถจัดเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคม มีความสามัคคี เกื้อกูลกัน ทำให้ทุกคนเป็นผู้ผลิตทางด้านเศรษฐกิจได้

ชุมชนสุขภาวะหลายแห่งพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการจัดการสุขภาวะชุมชน ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อให้ชุมชนอื่นๆได้เรียนรู้และปฏิบัติตามเป้าหมายเดียวกันได้

“ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่กระจายอำนาจ อะไรก็ตามที่ชุมชนท้องถิ่นทำจะต้องเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบายได้หนึ่งปีที่ผ่านมาพยามทำตรงนี้มาก”

ข้อที่ 2นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา ชุมชนท้องถิ่นมองเห็นขีดความสามารถของตัวเอง สามารถจัดการกข้อมูล และการนำข้อมูลมากำหนดวิธีการทำงาน และการกำหนดเป้าหมายได้ผลดี จนบอกได้ว่า หลายพื้นที่สร้างวัฒนฒนธรรมการใช้ข้อมูลในการทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จ

ข้อที่ 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็ง เข้าใจบทบาทการทำงานซึ่งกันและกัน เช่นสถาบันการพัฒนาองค์กรชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ทำงานบูรณาร่วมกันมีแนวโน้มที่จะไปได้ดี และน่าจะประสบความสำเร็จ ทำให้ สสส.น่าจะขยับออกภายในสองปีข้างหน้าตามแผน

 

“แต่ปัญหาอุปสรรคช่วงปีที่ผ่านมาคือเราอยู่ในบรรยากาศของการทำงานที่ท้องถิ่นยังมีความกังวลเรื่องการเลือกตั้งใหม่ แม้เราพยามสื่อสารกับเขาว่าในพื้นที่ไม่ใช่มีแค่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น หรือเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นฝ่ายการเมืองเท่านั้น ถือเป็นอุปสรรคเล็กๆและอาจจะเป็นอุปสรรคต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่”

 

ใช้ทุนและศักยภาพ ท้องถิ่นเพื่อที่จะเปลี่ยนเป็นพลังในปีใหม่

 

มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ลุ่มรวยคือว่ารวย และไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองรวย ทั่งที่ทุนทางสังคมเรามีเยอะมากแต่เราไม่ค่อยได้ใช้ทุนทางสังคม เพราะระบบของเราไม่จะเอื้อให้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นถ้าเราสามารถที่จะกระตุ้นให้ทุกคนในชุมชน ต้องทุกคน แต่เวลามาทำงานร่วมกันได้รู้สึกว่าเขามี มีศักยภาพในการที่จะกำหนดว่าเขาควรจะทำเกษตรแบบ ไหนปลูกพืชแบบไหน หรือการดูแลครอบครัว หรือคนสูงวัยอย่างไร

 

“ถ้าเปิดพื้นที่ให้ชุมชนในแผ่นดินไทย มาแสดงศักยภาพ และมามีส่วนร่วม รับรองว่าประเทศไทยไม่ล่มสลาย และยังไปได้แม้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรโดยโดยพื้นฐานภาพรวมชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราไปหยิบสิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าตัวศักยภาพเท่านั้นเอง”

 

การนำเอาศาสตร์พระราชามาร่วมสร้างเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่

เราได้น้อมนำศาสตร์พระราชา มาใช้ตั้งแต่ออกแบบมาช่วง 7 ปีที่แล้ว แต่ช่วงเวลานั้นที่ไม่ได้ใช้คำนี้ เพราะว่าเราใช้คำว่า “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” อย่างต่อเนื่องมา และเน้นการใช้ข้อมูล เน้นเรื่องการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมเน้นเรื่องการกำหนดทิศทางการพัฒนาโดยเอาตัวพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาตัวทุนทางสังคมในพื้นที่มาตอบโจทย์ตัวเองก่อนที่จะบอกคนอื่น ตรงนี้คือศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 พูดถึง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา และเรายังเดินหน้าต่อไปว่าทำอย่างไรถึงจะให้ชุมชนท้องถิ่นจะมีลีลาชีวิตอย่างพอเพียง ทั้งตัวบุคคล ครอบครัว และโดยภาพรวมของชุมชน

เราพยามกระตุ้นว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ซื้ออาหาร เพราะข้อมูลโชว์ว่าค่าอาหารในหมู่บ้าน และตำบลเป็นอันดับ 3 ของค่าใช้จ่าย รองจากการศึกษา และภาคการเกษตร ดังนั้นพวกนี้จึงเป็นส่วนของลีลาชีวิตที่พวกเขาต้องปรับ ซึ่งเราทำมาและในช่วงนี้เราก็ถือโอกาสว่าเราได้เดินตามรอยพ่อมาตลอด

 

อนาคต ที่จะก้าวขึ้นของเครือข่ายในปีหน้า

แผนสุขภาพวะชุมชนของ สสส.มีบทบาทหน้าที่จุดประกายกระตุ้น สานและเสริมพลังให้กับผู้คนที่มีบทบาทหน้าที่อยู่แล้วในการทำงานตอบโจทย์การสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น อีกสองปี จะแผนการจะต้องลดบทบาทของตัวเองลงในการทำงานแบบเดิม แต่มุ่งเน้นหนุนให้องค์กรปก ครองท้องถิ่นเป็นกลไกหลัก โดยเราอาจจะทำอย่างอื่นที่เน้นไปถึงระดับภาคประชาชนมากขึ้นเพราะเราเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเป็นกลไกหลักในการพัฒนาพื้นที่

สสส.วางแผนว่าอีกสองปี จะทำให้เรื่องที่ทำในปัจจุบันเช่น เครื่องมือการทำงาน ระบบข้อมูล การระบบต่างๆบูรณาการเข้าสู่งานประจำท้องถิ่น ซึ่งเราคิดว่าน่าจะโอนถ่ายสิ่งเหล่านี้ เข้าระบบปกติได้มากกว่า 80% คือให้เขาสามารถเดินได้ด้วยตัวเองได้โดย สสส.จะเป็นแค่พี่เลี้ยง การเชื่อมข้อมูลเข้ากับระบบ หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพที่มีมากกว่า 9 หลักสูตรกำลังคุยกับมหาวิทยาลัยและสถาบันพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นกลุ่มการพัฒนาชุมชนเพื่อยอมรับหลักสูตรเหล่านี้เข้าไปเป็นภารกิจภารกิจปกติ

“ สสส.ไม่ได้มีหน้าที่ครอบคุลมทั้งหมด เรามีหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพระบบ และเรามีหน้าที่บอกว่าระบบนี้อาจจะต้องปฏิรูปแล้ว เราไม่มีหน้าที่ทำงานในพื้นที่ เพราะฉะนั้นบทบาทสสส.จึงเหมือนกับปิดทองหลังพระ”

สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของการทำงานร่วมกับชุมชน ใน วันที่ 1-3 มีนาคม 2561   ที่ HALL 8  เมืองทองธานีมีเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561 ศาสตร์ของพระราชากับการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน